ผักเบี้ยใหญ่ โพสเลนมีปริมาณกรดไขมัน โอเมก้า 3 (omega-3 fatty acids)

ผักเบี้ยใหญ่มีโอเมก้า3 สูงกว่าปลา
ผู้คนเข้าใจผิดว่า กินปลาจะได้ฉลาด เพราะบำรุงสมอง
แต่ไม่ศึกษาว่า พืชก็มี โอเมก้า 3 ไม่น้อยไปกว่าปลาเลย
อยากผิวนุ่ม ชุ่มชื้น หน้าตึง ไม่ต้องพึ่งโบท็อกซ์เพราะมีงานวิจัยพบว่าผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทยที่ชื่อว่า "ผักเบี้ยใหญ่" ช่วยบำรุงผิวพรรณและรักษาพร้อมป้องกันได้อีกสารพัดโรค แต่หลายคนไม่รู้ว่าผักเบี้ยใหญ่ที่ดูคล้ายกับวัชพืชขึ้นตามพื้นดินมีดีขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาไปรู้จักสรรพคุณของผักพื้นบ้านชนิดนี้กันแล้ว

หากไม่อยากตกเทรน มาดู กันเลย


เจาะลึก “โพสเลน” (Purslane) แล้วต้องร้อง โอ มาย ก็อด (Oh my god)

หมวดหมู่ของบล็อก: 
Keywords: 
จากบล็อคเก่าของอ้อยหวาน อ่านได้ที่นี่ค่ะ
  
มีเพื่อนๆหลายๆคนให้ข้อมูลมามากมาย ขอบคุณค่ะ
ข้อมูลของพืชที่มีชื่อว่า โพสเลน (Purslane) สะกิดใจอ้อยหวานมากๆ ทำให้มีการเจาะลึกหาความรู้เพิ่มเติมนิสัยของอ้อยหวาน แล้วต้องประหลาดใจเอามากกับพืชตัวน้อยๆที่โดนข้อหาว่าเป็นวัชพืช
 
โพสเลน มีชื่อเต็มยศว่า Portulaca oleracea และยังมีอีกหลายชื่อเรียกกันแตกต่างกันไปคือ Common Purslane, Verdolaga  อ้อยหวานไม่สามารถหาชื่อภาษาไทยได้ค่ะ
โพสเลน เป็นพืชล้มลุกอยู่ในตระกูล Portulacaceae เป็นพืชในตระกูลเดียวกับ “ คุณนายตื่นสาย”  แต่ไม่ใช่ตัวเดียวกัน
 
โพสเลนมีใบและลำต้นอวบน้ำ มีดอกสีเหลือง มีทั้งแบบต้นขาวและต้นแดง เป็นพืชพื้นเมืองของอินเดียและเปอร์เซีย เป็นอาหารจานโปรดของมหาตมะ คานธี
ในปัจจุบันได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ในบางพื้นที่โดนตราหน้าว่าเป็นวัชพืช  แต่ในบางพื้นที่โพสเลนคืออาหารที่วิเศษ เป็นพืชที่่ล้ำค่า
 
ใบ ลำต้น ดอกและแม้กระทั่งเมล็ดของโพสเลนกินได้ และมีประโยชน์มากมายด้วย เป็นผักใบเขียวที่ไม่มีแคลอรี่และไขมัน แต่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่
โพสเลนสามารถนำมากินสดๆได้ ใช้ทำสลัด มีรสชาติคล้ายคลึงกับวอร์เตอร์เคส
หรือนำมาต้ม ผัด แกง ก้านและใบเป็นเมือกคล้ายกระเจี๊ยบหรือผักปลัง ชนพื้นเมืองออสเตรเลียใช้เมล็ดทำเค้กเมล็ดผัก
 
โพสเลนเป็นผักนิยมมากในประเทศแถบละตินอเมริกาและประเทศจีน นิยมใช้เป็นผักสลัดในประเทศฝรั่งเศสและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป
 
สลัดกรีกสลัดโพสเลน
 
ผักดองโพสเลน ผักดองแบบกรีก ส่วนผสมและวิธีทำเหมือนผักดองทั่วไป
 
อาหารจานกรีกอีกจาน ไข่เจียวโพสเลนกับมะเขือเทศและหัวหอมสับ ภาษากรีกเรียกว่า Ομελέτα με πιπεριές ντομάτα, γλυστρίδα (αντράκλα)
ไข่เจียวโพสเลนแบบจีน
 
โพสเลนผัดน้ำมันหอย
โพสเลนมีปริมาณวิตามิน A, B, C และ E  สูงกว่าผักโขมฝรั่งถึง 6 เท่า  มีเบต้าแคโรทีน  สูงกว่ากว่าแครอท 7 เท่า และยังมีแร่ธาตุอื่นๆอีกมากมาย
เป็นที่รู้กันว่าวิตามิน A ในผักใบเขียว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ (natural antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบำรุงสายตา และวิตามิน A ยังช่วยป้องกันมะเร็งปอดและมะเร็งในช่องปาก
โพสเลนมีปริมาณกรดไขมัน โอเมก้า 3 (omega-3 fatty acids) มากกว่าพืชผักอื่น ๆ โอเมก้า 3 มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันป้องกันโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ควบคุมความดัน และการแข็งตัวของหลอดเลือด นอกจากนั้นโอเมก้า 3 ยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย
 ผู้เชี่ยวชาญทางโภชนาการที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส บันทึกไว้ว่า โพสเลน มีเมลาโทนิน (melatonin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) 10-20 เท่าสูงกว่าผักหรือผลไม้อื่น ๆ ที่พวกเขาเคยทดสอบมา
ข้อควรระวัง หญิงมีครรภ์ไม่ควรบริโภคโพสเลนเพราะจะทำให้เกิดกล้ามเนื้อมดลูกหดตัว
 
สรรพคุณทางยาของโพสเลน : ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ขับพยาธิ ต้านการอักเสบ
ใบและลำต้น นำมาขยี้หรือปั่นเป็นยาพอกแก้แมลงต่อย งูกัด และแผลลวกไหม้
น้ำจากใบและลำต้นใช้เป็นยาแก้ไอ แก้ท้องเสียท้องร่วง
น้ำจากใบและลำต้นของโพสเลนมีสารทำหน้าที่เป็นยาฆ่าเชื้อและต้านการอักเสบ ใช้ในการรักษาโรคริดสีดวงทวาร
ในประเทศจีน โพสเลน ใช้ในยาแผนโบราณ มีชื่อเรียกว่า มา ชิ เซียน?? (ma chi xian) , 马齿苋 แปลจากภาษาจีนว่า โขมฟันม้า ใช้ลดความร้อน แก้ร้อนใน ล้างพิษร้อน

ยัง..ยังไม่หมด….
ประโยชอันหลังนี้อ้อยหวานหาคำจำกัดความอยู่นาน Companion plant จะใช้คำภาษาไทยว่าอะไรดีหนอ ขอใช้คำนี้ไปก่อน “พืชพี่เลี้ยง”
 
 โพสเลนสามารถเจริญเติบโตในสภาวะอากาศทุกรูปแบบ สามารถทนแล้งได้มากๆ  เจริญเติบโตในดินทุกสภาวะ ตั้งดินอุดมสมบูรณ์ไปจนถึงดินปนหินและดินทรายที่แห้งแล้ง
 โพสเลนสามารถปลูกเป็น “พืชพี่เลี้ยง”  ใช้พืชคลุมดิน ใช้เป็นตัวกักความชื้นในดิน รากของโพสเลนยั่งลึกมาก ช่วยให้พืชชนิดอื่นเช่น ข้าวโพด ยั่งรากตามรอยรากโพสเลน ไปสู่ความชื้นและสารอาหารที่ลึกลงไป
 
ทั้งหมดนี้สมควรไหม? ที่อ้อยหวานร้อง โอ มาย ก็อด (พระเจ้าช่วย)  หลังจากหลายปีที่ผ่านมาได้สวมวิญญานเพรชฆาต ดึงทึ้งขุดรากถอนโคนกำจัดโพสเลนอย่างโหดเหี้ยม ซากโพสเลนยังต้องเก็บใส่ถุงทิ้งถังขยะ เพื่อไม่ให้มันมีโอกาสแพร่พันธ์ อ้อยหวานผิดไปแล้ว.. โพสเลน.. ขอโทษด้วย ต่อแต่นี้ไปฉันจะทะนุถนอมเธอ เอาใจ ใส่ปุ่ย แล้วเก็บเอาใบของเธอมาใส่หม้อแกงแทน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่



I would like to Thanks everyone for all the resources for this blog. Thank you.
ขอให้เพื่อนๆมีแต่ความสุขค่ะ
 ขอบคุณค่ะ
 อ้อยหวาน
https://www.bansuanporpeang.com/node/25644


ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณไม่ธรรมดา ใครว่าเป็นแค่วัชพืช


ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณผักพื้นบ้านของไทยที่ใช้ประโยชน์ได้มากมาย ใครมองว่าเป็นแค่วัชพืชขึ้นอยู่ริมทางคงต้องเสียดายแน่ ๆ 

ผักเบี้ยใหญ่

          อยากผิวนุ่ม ชุ่มชื้น หน้าตึง ไม่ต้องพึ่งโบท็อกซ์แต่ประการใด เพราะมีงานวิจัยพบว่าผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทยที่ชื่อว่า "ผักเบี้ยใหญ่" ช่วยบำรุงผิวพรรณและรักษาพร้อมป้องกันได้อีกสารพัดโรค แต่หลายคนไม่รู้ว่าผักเบี้ยใหญ่ที่ดูคล้ายกับวัชพืชขึ้นตามพื้นดินมีดีขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาไปรู้จักสรรพคุณของผักพื้นบ้านชนิดนี้กันแล้ว

ผักเบี้ยใหญ่ ชื่อนี้รู้จักดีหรือยัง ?

          ผักเบี้ยใหญ่ ภาษาอังกฤษ คือ โพสเลน (Purslane) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Portulaca oleracea  Linn. ชื่อสามัญ คือ Pigweed Purslane จัดอยู่ในวงศ์ PORTULACACEAE ถือเป็นพืชตระกูลเดียวกับคุณนายตื่นสาย พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย และยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อตามแต่ละพื้นที่ เช่น ผักเบี้ยดอกเหลือง, ผักตาโค้ง,ผักอีหลู, ตะก้ง, แดงสวรรค์ เป็นต้น

ผักเบี้ยใหญ่

ลักษณะทางพฤกษ์ศาสตร์

          ลำต้น : เป็นพืชล้มลุกลำต้นเตี้ย อวบน้ำ เลื้อยทอดไปตามดิน มีสีเขียวหรือม่วงแดง ปลายตั้งชูขึ้นแผ่เป็นผืนใหญ่สูงราว ๆ 5-10 เซนติเมตร

          ใบ : ใบเดี่ยว ออกตรงกลาง มีลักษณะรูปไข่กลับ หรือคล้ายลิ้น ปลายมน โคนเรียวเล็ก ใบหนาเป็นมัน สีเขียว

          ดอก : มีทั้งดอกเดี่ยว หรืออาจออกเป็นช่อแต่ไม่มีก้านดอก ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองสดก้านสั้น มีขนหรือเยื่อบาง ๆ รอบที่โคนดอก

          ผล : มีลักษณะกลมรี เมื่อสุกจะมีสีเหลืองเข้ม เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาล

          เมล็ด : มีลักษณะกลมหรือรูปไตสีดำเป็นเงา มีจำนวนมาก

          ทั้งนี้ ผักเบี้ยใหญ่ขึ้นง่ายตามธรรมชาติ มักพบตามซอกหินซอกกำแพง พื้นดิน

ผักเบี้ยใหญ่

คุณค่าทางอาหารของผักเบี้ยใหญ่

          จากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า ส่วนยอดอ่อนของผักเบี้ยใหญ่ในปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหารดังนี้

          - พลังงาน 37 กิโลแคลอรี
          - โปรตีน 2.2 กรัม
          - ไขมัน 0.3 กรัม
          - คอเลสเตอรอล 7.9 กรัม
          - แคลเซียม 115 มิลลิกรัม
          - ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม
          - เหล็ก 1.4 มิลลิกรัม
          - วิตามินเอ 2,200 IU
          - วิตามินบี 1 0.06 มิลลิกรัม
          - วิตามินบี 2 0.14 มิลลิกรัม
          - ไนอะซิน 0.8 มิลลิกรัม
          - วิตามินซี 21 มิลลิกรัม


          ทั้งนี้คนนิยมนำยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเบี้ยใหญ่มาทานเป็นผักสด ต้ม ลวก หรือทำเป็นผักสลัด ใส่ในไข่เจียว บ้างก็จิ้มกับน้ำพริก ทำน้ำบูดู หรือทำแกงส้ม เพราะมีรสชาติออกเปรี้ยว

ผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณไม่ใช่น้อย ๆ

          นอกจากสารอาหารที่กล่าวมาแล้ว ผักเบี้ยใหญ่ ยังมีแร่ธาตุอีกมากมาย จึงมีสรรพคุณในการรักษาอาการต่าง ๆ ได้ดี ลองไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง

          ผักเบี้ยใหญ่มีคุณสมบัติในการป้องกันแสง และยังทำให้ใบหน้าผุดผ่อง ชุ่มชื้น รวมทั้งแก้แพ้ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หน้าเต่งตึงไม่ต้องฉีดโบท็อกซ์ พ่วงด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นในต่างประเทศจึงนำสารสกัดจากผักเบี้ยไปผสมในเครื่องสำอางสำหรับผิวที่แพ้ง่าย บอบบาง เพราะมีความปลอดภัยมากกว่า 

รักษาอาการทางผิวหนัง

          ผักเบี้ยใหญ่มีสรรพคุณในการรักษาโรคผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังต่าง ๆ 

ช่วยบำรุงสมอง

          เชื่อไหมว่าผักเบี้ยใหญ่มีโอเมก้า 3 สูงมากกว่าน้ำมันปลาเสียอีก ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้ขึ้นชื่อในเรื่องการบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำ

ผักเบี้ยใหญ่

ลดคอเลสเตอรล ป้องกันโรคหัวใจ

          นอกจากผักเบี้ยใหญ่จะมีโอเมก้า 3 สูงแล้วก็ยังมีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ ดังนั้นจึงดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย ทานแล้วช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่เป็นไขมันตัวร้าย

แก้ท้องผูก รักษาริดสีดวง

          ผักเบี้ยใหญ่มีเส้นใยอาหารสูงมาก อีกทั้งยังมีความเป็นเมือกลื่น เมื่อทานแล้วจะทำให้ขับถ่ายสะดวกขึ้น

แก้หวัด แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน
          คนที่เป็นหวัดหรือมีเลือดออกตามไรฟันมักขาดวิตามินซี ซึ่งส่วนลำต้นของผักเบี้ยใหญ่มีวิตามินซีสูงมาก การทานผักเบี้ยใหญ่จึงช่วยป้องกันรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจากการเป็นหวัด รวมทั้งรักษาอาการเหงือกบวม เลือดออกตามไรฟันได้ชะงัด

          วิธีใช้คือ นำผักเบี้ยใหญ่ส่วนเหนือดิน (สด) 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด โขลกคั้นเอาน้ำ กรองเอากากทิ้ง ผสมน้ำผึ้งลงไป 1 ช้อนโต๊ะ จิบกินแก้หวัด ระงับอาการไอ

          นอกจากนี้ ผักเบี้ยใหญ่ ยังช่วยแก้ร้อนใน แก้ตัวร้อน แก้ไข้ในเด็ก รักษาโรคภูมิแพ้ บำรุงไขข้อ ทำให้ดวงตาไม่แห้ง แก้บิด ลำไส้อักเสบ แก้ท้องร่วง อีกทั้งมีสิทธิบัตรในการต้านโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเตานม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ ขณะที่ในต่างประเทศก็ยังนำผักเบี้ยใหญ่ไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ เช่นกัน

ผักเบี้ยใหญ่

สรรพคุณผักเบี้ยใหญ่ตามตำรับยา

          - ใบ : แก้ไอแห้ง แก้ขัดเบา เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ ตำพอกหรือทาแก้แผลอักเสบบวม แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้ริดสีดวงทวารปวดบวม 

          - ทั้งต้น : แก้บิดถ่ายเป็นเลือด แก้แผลเน่าเปื่อยเป็นหนองเรื้อรัง แก้เหงือกบวม แก้เจ็บคอ เลือดออกตามไรฟัน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยห้ามเลือด

          - เมล็ด : ใช้ขับพยาธิ เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับปัสสาวะได้

          - น้ำคั้นของต้น : นำมาทาแก้แผลแมลงกัดต่อย หรือนำมาดื่มแก้หนองใน ปัสสาวะขัด

วิธีและขนาดที่ใช้

          ใช้ต้นแห้งหนัก 10-15 กรัม (ต้นสดหนัก 60-120 กรัม) ต้มเอาน้ำ หรือคั้นเอาน้ำกิน ใช้ภายนอก ผิงไฟให้แห้งลบดเป็นผงผสมน้ำทา หรือต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น

ข้อควรระวัง

          - สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน
          - ผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังในการใช้ เพราะใบสดของผักเบี้ยใหญ่มีกรดออกซาลิกสูง อีกทั้งยังมีปริมาณโพแทสเซียมสูง จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน
          - คนธาตุอ่อนท้องเสียง่ายไม่ควรรับประทาน

          ผักพื้นบ้านและสมุนไพรของไทย ๆ นี่ล่ะเป็นยาขนานเอกที่คนโบร่ำโบราณนำมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วย แม้ว่าสมัยนี้คนเจ็บไข้ได้ป่วยจะหันไปพึ่งยาแผนปัจจุบัน แต่ก็ยังมีการนำสมุนไพรไทยมาร่วมใช้บำบัดรักษาอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือ "ผักเบี้ยใหญ่" ของดีใกล้ตัวที่หาได้ไม่ยากเลย

https://health.kapook.com/view155458.html


ผักเบี้ยใหญ่ 🌱
Portulaca oleracea L วงศ์ PORTULACACEAE
ผักเบี้ยใหญ่ ผักตาโก้ง ผักพื้นบ้านขึ้นง่าย มักอยู่ติดดิน ขึ้นตามซอกหิน ซอกกำแพง กินเป็นผัก เป็นได้ทั้งอาหาร ยากิน ยาใช้ภายนอก ต่างประเทศรู้จักในชื่อ purslane(เพิร์สเลน)
📌 ประโยชน์ของผักเบี้ยใหญ่
🍀 มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
🍀 มีฤทธิ์ปกป้องระบบประสาท(Neuroprotective Effect)
🍀 มีฤทธิ์ปกป้องสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือดในสมอง
🍀 มีวิตามินซีสูง
🍀 มีเบต้าไซยานิน(betacyanins) ส่งเสริมการเรียนรู้
🍀 ยับยั้งฤทธิ์ของเอนไซม์อะซิทิลโคลีนเอสเทอเรส(acetylcholinesterase) ต้นเหตุสมองเสื่อม
🍀 ช่วยเรื่องการนอนหลับและบำรุงหัวใจ
🍀 มีโอเมก้า 3 สูงมาก
🍀 ลดไขมันตัวร้าย (คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) เพิ่มไขมันดี (HDL)
🍀 เป็นแหล่งของกลูตาไธโอน(glutathione)
🍀 มีฤทธิ์ป้องกันแสงแดดให้ผิวหนัง
🍀 มีฤทธิ์ต้านการแพ้ ต้านอักเสบ ชะลอความแก่
🍀 ฤทธิ์ป้องกันการทำลายของรังสี UVB ต่อผิวหนัง (ได้จดสิทธิบัตรเป็นสารกันแดดจากพืชเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 หมายเลขการตีพิมพ์ US5824312 A หมายเลขคำขอสิทธิบัตร US 08/573,590 )
🍀 สารสกัดผักเบี้ยใหญ่ช่วยลดจำนวนริ้วรอย/รอยพับ/รอยย่น ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น
🍀 ฤทธิ์ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับการฉีด Botox
🍀 มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผิวหนัง บรรเทาอาการโรคผิวหนังเช่นสะเก็ดเงิน
🍀 มีฤทธิ์ต้านมะเร็งตับ
🍀 มีฤทธิ์ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งตับในหลอดทดลอง
🍀 มีการจดสิทธิบัตรผักเบี้ยใหญ่ในการต้านมะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่
🍀 ออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ลดภาวะดื้ออินซูลิน ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณและประโยชน์ของผักเบี้ยใหญ่ 30 ข้อ !






ผักเบี้ยใหญ่
ผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่ ชื่อสามัญ Purslane, Common purslane, Common garden purslane, Pigweed purslane[1],[2],[3]
ผักเบี้ยใหญ่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Portulaca oleracea L. จัดอยู่ในวงศ์ผักเบี้ย (PORTULACACEAE)[1]
สมุนไพรผักเบี้ยใหญ่ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักตาโค้ง (นครราชสีมา), ผักอีหลู ตะก้ง (อุบลราชธานี), ผักเบี้ยดอกเหลือง (ภาคกลาง), ผักอีหลู (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), แบขี่เกี่ยง ตือบ้อฉ่าย (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น[1],[3],[5]

ลักษณะของผักเบี้ยใหญ่

  • ต้นผักเบี้ยใหญ่ มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย กระจายพันธุ์ทั่วไปในเขตร้อน เป็นพืชที่มีอายุเพียงปีเดียว ลำต้นเตี้ยเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน บางครั้งปลายตั้งชูขึ้นได้สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไป ลำต้นอวบน้ำเป็นสีเขียวอมแดง ก้านกลม จัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำการเพาะปลูก ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ มักขึ้นบริเวณชายฝั่งริมน้ำที่โล่ง ดินทราย ที่ชื้นแฉะ ที่รกร้างทั่วไป หรือพบขึ้นเป็นวัชพืชตามริมถนน ข้างทางเดิน[1],[2],[3],[4],[5]
ต้นผักเบี้ยใหญ่
  • ใบผักเบี้ยใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปลิ่ม รูปไข่กลับ หรือคล้ายรูปช้อนหรือรูปลิ้นปลายใบมนมีรอยเว้าเข้าเล็กน้อย โคนใบเรียวเล็กลงจนไปติดกับลำต้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร แผ่นใบหนา ผิวใบเรียบเป็นมัน ด้านหลังใบเป็นสีเขียวแก่ ส่วนท้องใบเป็นสีแดงเข้ม ก้านใบสั้น[1],[4],[5]
ใบผักเบี้ยใหญ่
  • ดอกผักเบี้ยใหญ่ ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือบางทีก็ออกเป็นช่อ แต่จะไม่มีก้านดอก ดอกมี 2 เพศ อยู่ในดอกเดียวกัน ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองสด โดยทั่วไปมักออกเป็นกลุ่มประมาณ 3-5 ดอก กลีบเลี้ยงดอกมี 4-5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็กซ้อนกันเป็นคู่ ๆ ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ สีเหลืองสด แต่ละกลีบมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับหรือหัวใจคว่ำลง ปลายกลีบดอกมีรอยเว้าเข้า ก้านสั้นมีขนหรือเยื่อบาง ๆ รอบโคนดอก ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 8-12 อัน รังไข่มี 1 ห้อง ลักษณะเป็นรูปรีป้อม ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ปลายเกสรเพศเมียแยกออกเป็น 6 แฉก[1],[4],[5]
ดอกผักเบี้ยใหญ่
  • ผลผักเบี้ยใหญ่ ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมหรือรูปรี เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลแล้วแตกออก ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปกลมหรือรูปไต สีดำหรือสีเทาดำเป็นเงา บนเปลือกเมล็ดมีจุดกระ[4],[5]
ผลผักเบี้ยใหญ่

สรรพคุณของผักเบี้ยใหญ่

  1. ชาวยุโรปได้เข้าใจกันว่าผักเบี้ยใหญ่นี้มีรสเย็นและช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)[1]
  2. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (ใบ)[2]
  3. น้ำคั้นของต้นมีสรรพคุณเป็นยาฟอกโลหิต (น้ำคั้นของต้น)[2]
  4. ใช้แก้เด็กหัวล้าน ด้วยการใช้ยานี้นำมาเคี่ยวให้ข้น ใช้เป็นยาทาหรือเอาไปผิงกับไฟให้แห้ง บดให้เป็นผงผสมกับไขหมูทาบริเวณที่เป็น (ต้น)[5]
  5. ทั้งต้นใช้กินเป็นผักสด มีประโยชน์ต่อฟันมาก โดยน้ำคั้นที่ได้จากต้นเมื่อนำมาผสมกับน้ำมันกุหลาบ จะใช้อมเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้เหงือกบวม และช่วยทำให้ฟันทนได้ (ทั้งต้น)[1]
  6. ช่วยแก้อาการปวดหู ปวดฟัน (น้ำคั้นของต้น)[2]
  7. ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน (ทั้งต้น)[5]
  8. สมุนไพรชนิดนี้มีรสเปรี้ยวเย็น ใช้เป็นยาแก้ร้อน ดับพิษ (ทั้งต้น)[5]
  9. ใช้แก้เด็กเป็นไข้สูง ด้วยการใช้ต้นสดตำพอกวันละ 2 ครั้ง (เข้าใจว่าตำพอกบริเวณศีรษะ) (ต้น)[5]
  10. ใช้แก้เด็กไอกรน ด้วยการใช้ยานี้ปรุง 50% โดยใช้ยานี้สด 250 กรัม ใส่น้ำ 1.5 ลิตร แล้วต้มให้เหลือ 100 ซี.ซี. แล้วแบ่งกิน 3 วัน วันละ 4 ครั้ง โดยทั่วไปแล้วหลังจาก 3 วันจะเห็นผล เด็กจะมีอาการไอลดลงและมีอาการดีขึ้น (ต้น)[5]
  11. น้ำคั้นจากใบสดใช้ผสมกับน้ำผึ้งและน้ำตาล ใช้ปรุงเป็นยาแก้อาการกระหายน้ำ แก้ไอแห้ง (ใบ)[1] ส่วนอีกตำราระบุให้ใช้เมล็ดเป็นยาแก้กระหายน้ำและแก้อาการไอ (เมล็ด)[2]
  12. ช่วยกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก (น้ำคั้นของต้น)[2]
  13. ใช้เป็นยาแก้บิดถ่ายเป็นเลือด ให้ใช้ต้นสด 550 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอาไปนึ่งประมาณ 3-4 นาที ตำคั้นเอาน้ำมาประมาณ 150 ซี.ซี. ใช้รับประทานครั้งละ 50 ซี.ซี. วันละ 3 ครั้ง หรือจะใช้ยานี้สด 1 กำมือ ผสมปลายข้าว 3 ถ้วย นำมาต้มเป็นข้าวต้มเละ ๆ รับประทานแบบจืด ๆ ตอนท้องว่างก็ได้ (ต้น)[5]
  14. ใช้ป้องกันบิด ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 550 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน 1 เวลา ในระยะที่มีโรคบิดระบาดติดต่อกัน 10 วัน (ต้น)[5]
  15. ใช้แก้เด็กท้องร่วง ด้วยการใช้ยานี้สด 250-500 กรัม นำมาต้มกับน้ำใส่น้ำตาลพอประมาณ แล้วนำมาให้เด็กกินเรื่อย ๆ จนหมดใน 1 วัน โดยให้กินติดต่อกัน 2-3 วัน หรืออาจจะใช้ต้นสดนำมาล้างให้สะอาดผิงไฟให้แห้ง แล้วบดให้เป็นผงกินครั้งละ 3 กรัม กับน้ำอุ่นก็ได้ วันละ 3 ครั้ง (ต้น)[5]
  16. ช่วยหล่อลื่นลำไส้ (ทั้งต้น)[5]
  17. เมล็ดใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ (เมล็ด)[2]
  18. เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาถ่ายพยาธิ บางท้องถิ่นจะนำเมล็ดมาตำแล้วต้มกับเหล้าไวน์ ให้เด็กรับประทานเป็นยาถ่ายพยาธิ (เมล็ด)[1],[2]
  19. น้ำคั้นจากใบสดผสมกับน้ำผึ้งและน้ำตาล ใช้ปรุงเป็นยารับประทานแก้ขัดเบา (ใบ)[1] ส่วนอีกตำราระบุให้ใช้เมล็ดเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา (เมล็ด)[2]
  20. ใช้เป็นยาแก้หนองใน ปัสสาวะขัด ด้วยการรับประทานน้ำคั้นที่ได้จากต้น (ต้น)[5]
  21. ช่วยรักษาริดสีดวงทวารแตกเลือดออก (ทั้งต้น)[5] แก้ริดสีดวงทวารปวดบวม ด้วยการใช้ใบสดผสมกับส้มกบ (Oxalis Thunb.) อย่างละเท่ากัน ต้มเอาไอร้อน พอน้ำอุ่นก็ใช้ชะล้างวันละ 2 ครั้ง (ใบ)[5]
  22. ใช้แก้ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ด้วยการใช้ต้นนี้ 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด เอาน้ำประมาณ 30 ซี.ซี. ผสมกับน้ำเย็นจนเป็น 100 ซี.ซี. ใส่น้ำตาลพอประมาณ ใช้รับประทานครั้งละ 100 ซี.ซี. วันละ 3 ครั้ง (ต้น)[5]
  23. ใบใช้ตำพอกทาแก้ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก อักเสบบวม ไฟลามทุ่ง (ใบ)[2]
  24. ช่วยแก้บวมและรักษาแผลเน่าเปื่อยเป็นหนองเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดนำมาตำคั้นเอาน้ำมาต้ม เมื่อเย็นแล้วนำมาใช้ทาหรือใช้ยานี้นำมานึ่งแล้วตำพอกบริเวณที่เป็น (ต้น)[5]
  25. ใช้รักษาฝีประคำร้อย ด้วยการใช้ยานี้ผึ่งให้แห้งในที่ร่ม เผาให้เป็นถ่าน บดให้เป็นผงผสมกับไขหมู แล้วชะล้างบาดแผลให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง แล้วเอายานี้มาพอกวันละ 3 ครั้ง (ต้น)[5]
  26. ใช้รักษาแผลจากแมลงกัดต่อย ด้วยการใช้น้ำคั้นจากต้นนำมาทาบริเวณที่ถูกกัด (ต้น)[5]
  27. ใช้แก้แผลกลาย มีก้อนเนื้องอก เลือดออกเรื่อย ๆ และแผลลามไปเรื่อย ๆ ด้วยการใช้ต้นนี้ประมาณ 500 กรัม นำมาเผาให้เป็นถ่าน บดเป็นผงผสมกับไขหมูทาบริเวณที่เป็น (ต้น)[5]
  28. เนื่องจากพืชชนิดนี้จะมีสารที่เป็นเมือกอยู่ภายในต้น ใช้ทาภายนอกเป็นยาแก้อาการอักเสบและแผลต่าง ๆ ได้ (ใบ)[1]  การเก็บมาใช้ : ให้เก็บในระยะที่ใบและต้นเจริญงอกงามดีและกำลังออกดอก เช่น ในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว และให้เก็บในวันที่ไม่มีฝน โดยตัดมาทั้งต้น ล้างน้ำให้สะอาด ลวกน้ำร้อนแล้วรีบเอาขึ้นมาแช่ในน้ำเย็น เอาขึ้นมาผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปตากแห้งบนเสื่อเก็บเอาไว้ใช้ หรือนำมานึ่งแล้วใช้ได้เลย หรือจะใช้สดเลยก็ได้[5]
    ขนาดและวิธีใช้ : การใช้ตาม [2] ให้นำใบผักเบี้ยใหญ่ตากแห้ง 1 กำมือ นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น[2] ส่วนการใช้ตาม [5] ให้ใช้ต้นแห้งประมาณ 10-15 กรัม ถ้าสดให้ใช้ 60-120 กรัม นำมาต้มเอาน้ำหรือคั้นเอาน้ำกิน ส่วนการนำมาใช้ภายนอก ให้นำมาผิงไฟให้แห้งแล้วบดให้เป็นผงผสมกับน้ำทา หรือจะต้มเอาน้ำใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นก็ได้[5]
    ข้อห้ามใช้ : สำหรับคนธาตุอ่อนท้องเสียได้ง่ายและสตรีมีครรภ์ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้ และห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้ร่วมกับกระดองตะพาบน้ำ[5]

    ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของผักเบี้ยใหญ่

    • สารสำคัญที่พบในผักเบี้ยใหญ่ ได้แก่ แคลเซียม โพแทสเซียม โซเดียม สารสกัดด้วยน้ำ หรือ ether มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ gram-negative bacteria พบว่ามี noradrenaline, dopamine และ dopa ในพืชนี้พบ bioflavonoid liquiritin มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มระดับอินซูลินของกระต่ายที่เป็นเบาหวาน มีวิตามินซีสูงในพืชที่ยังอ่อน นอกจากนี้ยังพบ alanine, amyrin, compesterol, lauric acid, quercetin, serine, sitosterol, tocopherol, vitamin A[2]
    • ในต้นผักเบี้ยใหญ่พบสารที่เป็นเมือก (mucilage)[1]
    • เมื่อใช้สารสกัดเอทานอล 10% ของส่วนที่อยู่เหนือดินของผักเบี้ยใหญ่กับหนูขนาด 200 และ 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว โดยฉีดเข้าทางช่องท้อง พบว่าจะแสดงฤทธิ์ระงับปวดและอักเสบ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองที่ใช้ diclofenac sodium แต่เมื่อให้ทางปากจะไม่แสดงฤทธิ์ดังกล่าว[6]
    • จากการทดสอบความเป็นพิษ พบว่าเมื่อให้วัวกินใบผักเบี้ยใหญ่ ขนาด 48 กรัมต่อกิโลกรัม ไม่พบอาการเป็นพิษแต่อย่างใด[2]

    ข้อมูลทางคลินิกของผักเบี้ยใหญ่

    • เมื่อปี ค.ศ.1985 ได้มีการทดลองใช้สารสกัดผักเบี้ยใหญ่ในกระต่ายทดลอง ผลการทดลองพบว่าสารสกัดดังกล่าวสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวาน โดยสาร Alloxan ได้[2]
    • เมื่อปี ค.ศ.1995 ที่ประเทศอียิปต์ ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดจากผักเบี้ยใหญ่ในหนูทดลอง ผลการทดลองพบว่าสารสกัดดังกล่าวสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองได้[2]
    • จากการใช้ป้องกันบิดจากเชื้อแบคทีเรีย ด้วยการใช้ใบและต้นสดของผักเบี้ยใหญ่ที่ล้างสะอาดแล้วนำมาหั่นให้เป็นฝอย 500 กรัม ใส่น้ำ 1500 ซี.ซี. แล้วต้มให้เหลือ 500 ซี.ซี. เสร็จแล้วรินใส่หม้อให้ผู้ใหญ่กินครั้งละ 70 ซี.ซี. วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 2-7 วัน ส่วนเด็กให้กินเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ โดยใช้ยานี้นำไปต้มหรือผสมข้าวต้ม ใช้กินวันเว้นวัน ใช้กินป้องกันบิดก็ให้กินติดต่อกัน 10 วัน จากการสำรวจในระยะที่โรคบิดระบาด พบว่าคนที่เป็นบิดจะหายได้ง่ายหรือไม่ก็มีอาการไม่รุนแรง[5]
    • จากการใช้แก้บิด ลำไส้อักเสบ ใช้แก้บิดที่เพิ่งเริ่มเป็นได้ผลหาย 50% ขึ้นไป ส่วนในบิดเรื้อรังจะแก้ได้ประมาณ 60% ยานี้กินมากไปก็ไม่มีพิษร้ายแรงอะไร ถือว่ามีความปลอดภัยสูงมาก เพราะเคยมีรายงานว่ามีคนไข้รายหนึ่งได้กินยาปรุงนี้ 100% มีอาการเป็นผื่นคัน ฉะนั้นควรใช้หญ้าสด 500 กรัม ถ้าแห้งให้ลดปริมาณลงมาครึ่งหนึ่ง ในการรักษาส่วนมากจะใช้ยาปรุง 50% ของยาแห้ง โดยใช้ยานี้แบบแห้งหนัก 125 กรัม ใส่น้ำ 1.5 ลิตร แล้วต้มให้เหลือ 500 ซี.ซี. ใช้แบ่งกินครั้งละ 50-100 ซี.ซี. หรือใช้ยาปรุง 100% ของยาสด ด้วยการนำยานี้สดประมาณ 500 กรัม ใส่น้ำ 1.5 ลิตร แล้วต้มให้เหลือ 500 ซี.ซี. ใช้แบ่งกินครั้งละ 40-70 ซี.ซี. วันละ 3-4 ครั้ง ถ้าเป็นเด็กให้ลดลงตามส่วน กินติดต่อกัน 7-10 วัน เป็น 1 รอบการรักษา พวกเป็นบิดเรื้อรังติดต่อกัน 4 อาทิตย์ ก็ไม่มีอาการพิษอะไร สำหรับพวกที่เป็นเรื้อรังมานานก็ให้ใช้น้ำคั้นต้มนี้สวนเข้าไปในลำไส้ครั้งละ 200 ซี.ซี. วันละ 1 ครั้ง[5]
    • จากการใช้แก้พยาธิปากขอ พบว่าผู้ใหญ่ที่ใช้ยานี้สดในขนาด 150-170 กรัม เมื่อเอาน้ำมาผสมกับน้ำส้มสายชู 50 ซี.ซี. และอาจใส่น้ำตาลทรายพอประมาณลงไปผสม ใช้กินก่อนอาหารวันละ 1-2 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน เป็น 1 รอบการรักษา ถ้ากินในรอบต่อไปให้เว้นห่างกันประมาณ 10-14 วัน จากการรักษาคนไข้จำนวน 192 ราย ที่กินยานี้ 1-3 รอบ เมื่อเอาอุจจาระมาตรวจดูไข่ของพยาธิ ไข่พยาธิจะฝ่อไปประมาณ 80% โดยยานี้อาจนำมาทำเป็นยาเม็ดหรือแบบอีมัลชั่นเข้ม 50% แต่ในการรักษายาเม็ดจะได้ผลดีกว่าอีมัลชั่นและดีกว่าแบบยาต้ม[5]
    • การใช้ทำให้มดลูกหดตัว จากคนไข้จำนวน 500 ราย ใช้ยาสกัดนี้ (ใน 1 ซี.ซี. คิดเทียบเท่ากับยานี้สด 1.6-3.2 กรัม) ฉีดแทนสารสกัดจากเออกอท (Claviceps purpurea (Fr.) Tulasne) พบว่าจะทำให้มดลูกคลายตัวแล้วหดตัวตามมา ใช้กับสตรีที่ตกเลือดหลังคลอด ใช้ฉีดเข้าไปที่มดลูกทั้งสองข้างและที่ปากมดลูกด้วย[5]
    • จากการใช้รักษาไส้ติ่งอักเสบชนิดเฉียบพลัน ด้วยการใช้ต้นแห้งกับโพกงเอ็ง (Taraxacum mongolicom Hand-Mazz) อย่างละ 60 กรัม หรือใช้ต้นสดที่เพิ่มปริมาณอีกเท่าตัว ต้มกับน้ำ 2 ครั้ง แล้วต้มจนเหลือน้ำ 200 ซี.ซี. ให้กินตอนเช้าและกลางวันครั้งละ 100 ซี.ซี. จากการรักษาคนไข้จำนวน 31 ราย พบว่ารักษาหายจำนวน 30 ราย ส่วนอีก 1 รายที่ไม่ได้ผลและต้องใช้การผ่าตัดช่วย โดยส่วนมากจะหายภายใน 3-8 วัน อาการไข้และจำนวนเม็ดเลือดขาวเป็นปกติ อาการปวดท้องและปวดเจ็บเมื่อกระโดดแรง ๆ ความตึงแน่นของบริเวณหน้าท้องและอาการเมื่อกดแล้วเจ็บก็หายไปด้วย หรืออีกวิธีให้เอาต้นตำให้แหลก เอาผ้าพันแผลห่อคั้นเอาน้ำออกมาประมาณ 30 ซี.ซี. ใส่น้ำตาลทรายผสมกับน้ำสุกจนครบ 100 ซี.ซี. แล้วกินให้หมดวันละ 3 ครั้งก็ได้เช่นกัน[5]
    • จากการใช้รักษาต่อมน้ำเหลืองอักเสบ โดยใช้ทั้งต้นหนัก 180 กรัม นำมาล้างให้สะอาด แล้วตากให้แห้งบดให้เป็นผงละเอียด ใส่ลงไปในน้ำมันหมูที่เจียวร้อน 240 กรัม แล้วใช้ตะหลิวคนจนควันขาวขึ้น ยกกระทะลงใส่น้ำผึ้งลงไป 240 กรัม คนจนข้นเสร็จแล้วรอให้เย็นจะได้เป็นครีมเหนียว ๆ ก่อนนำมาใช้เอาน้ำซาวข้าวล้างแผลให้สะอาดก่อน แล้วเอาครีมนี้ทาบริเวณที่เป็นแผล ใช้ผ้าพันให้แน่น 2 วันเปลี่ยนยาทีหนึ่ง ให้ติดต่อกันจนกว่าจะหายอย่าให้ขาดตอน และในระหว่างการรักษาห้ามรับประทานปลาที่ไม่มีเกล็ด ตะพาบน้ำ และห้ามร่วมเพศ นอกจากนี้ยาที่ได้ยังใช้รักษาส่วนอื่น ๆ ที่เป็นก้อนเป็นหนองอักเสบได้เหมือนกัน โดยใช้กินครั้งละ 3-10 กรัม วันละ 3 ครั้ง จากการรักษาคนไข้จำนวน 118 ราย แบ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ 42 ราย, วัณโรคปอด 31 ราย ส่วนที่เหลืออักเสบเป็นก้อนตามที่ต่าง ๆ เช่น ลำไส้ ไต กระดูก อีก 45 ราย ได้รับผลการรักษาไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีคนที่ใช้ต้นสดล้างน้ำสะอาดคั้นเอาน้ำมาเคี่ยวให้ข้น ใช้เป็นยาแก้แผลเป็นหนองได้ โดยทั่วไปจะชะล้างแผลให้สะอาดก่อนแล้วใช้ยาที่ทาแล้วเอาผ้าพันไว้ และให้เปลี่ยนยาเรื่อย ๆ จนกว่าแผลจะหาย[5]
    • จากการใช้รักษาแผลเป็นหนอง ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 120-180 กรัม ที่นำมาล้างให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียดใส่น้ำ 1-1.5 ลิตร ต้มพอเดือดแล้วยกลงจนน้ำร้อนประมาณ 40 องศาเซลเซียส ใช้ผ้าขนหนูชุบวางบนแผลวันละ 2-4 ครั้ง หรือเอาผ้าพันแผลพับ 4-6 ครั้ง ชุบยานี้ให้ชุ่มวางไว้บนแผลวันละ 2-4 ครั้ง โดยครั้งหนึ่งให้พันไว้ประมาณ 20-60 นาที นอกจากนั้นอาจใช้ต้นตำให้แหลกใช้พอกแผลพันเอาไว้ เปลี่ยนยาวันละ 4-6 ครั้งก็ได้ สำหรับการชะล้างหรือตำพอกนี้จะเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคผิวหนังที่มีน้ำเหลืองหรือโรคติดเชื้อภายนอก เช่น แผลอักเสบบวมเจ็บ แผลถูกผึ้งต่อย แผลมีน้ำเหลืองในช่วงฤดูร้อน เด็กเป็นกลากน้ำนม เป็นต้น และการชะล้างยังใช้กับแผลมีน้ำเหลืองและเท้าเน่าเปื่อยที่เป็นติดต่อกันได้อีกด้วย โดยวิธีการพอกที่ใช้กับแผลเน่าเปื่อยที่หนังหลุดออก เช่น แผลที่เกิดจากความชื้น แผลลอก เด็กเป็นผดผื่นคันที่เกิดจากความชื้นหรือโรคผิวหนังอักเสบชนิดติดต่อได้ โรคเหล่านี้นอกจากจะใช้ยานี้ภายนอกแล้วยังกินร่วมด้วย โดยทั่วไปแล้วภายใน 1-2 อาทิตย์จะหาย ส่วนพวกแผลถลอก ผิวหนังเน่าเปื่อยหลุดลอก ถ้าใช้ยานี้พอกเพียง 3-4 วัน ผิวหนังก็จะเจริญขึ้นมาใหม่[5]

    ประโยชน์ของผักเบี้ยใหญ่

    1. ผักเบี้ยใหญ่มีรสเปรี้ยวใช้รับประทานเป็นผักสด ผักสลัดได้ หรือนำมาต้ม ลวก รับประทานร่วมกับน้ำพริก ใช้ใส่ในแกงจืด ซึ่งจะออกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ชาวยุโรปจึงนำมาดองใส่เกลือและน้ำส้ม เพื่อเก็บเอาไว้รับประทานในช่วงฤดูหนาวหรือยามขาดแคลน โดยคุณค่าทางโภชนาการของผักเบี้ยใหญ่ ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วยโปรตีน 2.2 กรัม, ไขมัน 0.3 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 7.9 กรัม, ใยอาหาร 1.1 กรัม, น้ำ 87.5%, แคลเซียม 115 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.4 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม, วิตามินเอ 2,200 หน่วยสากล, วิตามินบี 1 0.06 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.14 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 0.8 มิลลิกรัม, วิตามินซี 21 มิลลิกรัม[1],[3]
    2. ในทวีปยุโรปบางประเทศจะปลูกต้นผักเบี้ยใหญ่เป็นไม้ประดับ[1]
    ข้อควรระวัง : การรับประทานผักชนิดนี้ในปริมาณมาก ๆ จะทำให้เกิดอาการเป็นพิษทั้งในคนและสัตว์ โดยการเป็นพิษนี้จะเกิดจาก Oxalic acid ที่มีอยู่ในผักเบี้ยใหญ่[2] 
    เอกสารอ้างอิง
    1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “ผักเบี้ยใหญ่”.  หน้า 498-499.
    2. หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “ผักเบี้ยใหญ่”.  หน้า 104.
    3. ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร.  “ผักเบี้ยใหญ่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : ftp://smc.ssk.ac.th/intranet/Research_AntioxidativeThaiVegetable/.  [17 พ.ย. 2014].
    4. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  “ผักเบี้ยใหญ่”.  อ้างอิงใน : หนังสือ พรรณไม้น้ำบึงบอระเพ็ด.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org.  [17 พ.ย. 2014].
    5. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 2 คอลัมน์ : สมุนไพรน่ารู้.  (ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ).  “ผักเบี้ยใหญ่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th.  [17 พ.ย. 2014].
    6. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “ฤทธิ์ระงับปวดและอักเสบของผักเบี้ยใหญ่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.medplant.mahidol.ac.th.   [17 พ.ย. 2014].
    ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Karl Hauser, Scamperdale, the weed one, k_listman, naturgucker.de)
    เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthaihttps://medthai.com/ผักเบี้ยใหญ่/

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เป็ดเจ้าปัญหา

กระเพาะปลาที่ใช้เป็นยาจีน